Support
4life Immunity
081-651-6654 (dtac)
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ

มะเร็งตับต้องดูแลอย่างไรค่ะ

วันที่: 06-09-2010view 51613reply 1

ส้ม

คุณพ่อเพิ่งตรวจพบว่าเป็นมะเร็งตับค่ะ เราต้องดูแลอย่างไรดีค่ะ สอบถามหน่อยค่้ะ

โควท

ความคิดเห็น

วันที่: 16-04-2021

แสดงความคิดเห็น
All Replys: 1   Pages: 1/1
guest
06/09/2010 17:19Post : 06/09/2010 17:19
Quote

ขอบคุณ คุณส้มนะครับที่ถามมาครับ ผมก็ว่าจะหาโอกาสเขียนเรื่องนี้เหมือนกันครับ ได้โอกาสเลยครับ งั้นของเขียนไว้ตรงนี้แล้วกันนะครับ

โรคมะเร็งตับ ปัจจุบันเป็นโรคท็อปฮิตแล้วครับ จากข้อมูลกระทรวงสาธารณสุขพบว่า ในผู้ชายเป็นโรคมะเร็งตับเป็นอันดับ 1 ครับ ในผู้หญิงส่วนมากเป็นที่อวัยวะอื่นแล้วจึงลามเข้าสู่ตับภายหลังซะมากกว่า ครับ เช่นจากปอด มดลูก หรือรังไข่ แล้วจึงเข้าตับครับ

สาเหตุของโรคมะเร็งตับ ผมขอแยกออกเป็นสาเหตุต่างๆ ดังนี้นะครับ

1. พันธุกรรม ส่วนตัวนะครับ ผมว่าค่อนข้างสำคัญ เพราะจากสถิติ เราพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ จะเคยมีญาติเป็นมะเร็งมาก่อนเสมอ และบางรายถ้าไม่เคยมีญาติเป็นโรคมะเร็งมากก่อน ตัวเองกลับเป็นมะเร็ง ก็มีครับ แต่จะพบว่าภายหลังก็จะมีญาติเป็นโรคมะเร็งเหมือนเราตามมาอีกครับ ไม่น่าเชื่อ แต่จำนวนผู้ป่วยและลูกค้าผมเป็นเช่นนี้จริงครับ แปลกมาก ลองอ่านกันต่อนะครับ

2. จากสภาวะแวดล้อม ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญมากครับ แยกเป็นประเด็นย่อยๆ ได้ ดังนี้

  2.1 เรื่องอาหาร  อาหารแช่แข็ง อาหารที่ใส่สารกันบูด มียาฆ่าแมลงตกค้าง ผงชูรส(ตัวร้ายเลย) หรือบางคนชอบทานอาหารรสจัด เผ็ดจัด เค็มจัด มันจัด ล้วนส่งผลให้ตับทำงานหนักในการขับสารพิษออกจากร่างกาย

  2.2 น้ำ น้ำดื่มสะอาดก็พอครับ อันนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นน้ำวิเศษ แยกโมเลกุลอะไรมากมายนะครับ น้ำสะอาดธรรมดานี่ล่ะครับ เพียงพอแล้ว หลายท่านทานน้ำน้อย ในแต่ละวัน เราควรทานน้ำให้ได้ ผู้ชาย 3 ลิตร ผู้หญิง 2.5 ลิตร โดยประมาณนะครับ ตรงนี้หมายถึงที่ร่ายกายได้รับจากอาหารทุกอย่างรวมกัน เช่นในขนมปังแห้งก็มีน้ำนะครับ ที่ให้ทานน้ำเพราะ น้ำจะนำพาของเสียต่างๆ ออกจากร่างกาย และช่วยสมดุลกรด-ด่างด้วยครับ (แต่มากเกินก็ไม่ดีนะครับ จะทำให้ไตทำงานหนัก) วิธีทานน้ำคือ ควรทานทีละน้อย แล้วเว้นช่วงทุก 30 นาทีครับ เพื่อลดการทำงานหนักของไตครับ คนทำงานห้องแอร์ ก็ยิ่งต้องทานน้ำนะครับ ตัวแห้งจริงนะ

  2.3 อากาศ  อากาศที่เราหายใจก็ส่งผล เพราะปริมาณก๊าชหรือฝุ่นละอองเจือปนในอากาศ เป็นเหตุให้เกิด อนุมูลอิสระ หรือการระคายเคืองในเยื่อบุปอดได้ อย่างเช่่นคนงานเหมือง หรือก่อสร้าง หรือคนสูบบุหรี่ (บุหรี่นี่เรื่องยาวคงต้องเขียนต่างหากครับ แต่อันตรายมากส่งผลต่อคนรอบข้างแม้เราดับบุหรี่แล้วก็ตาม) แถบนิคมอุตสาหกรรม ฝนกรด โอ๊ยเยอะแยะครับ ผมเคยได้ออกบูสที่โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าฯที่สัตหีบครับ เขาขึ้นบอร์ดไว้เลยครับ ผู้ป่วยมะเร็งทั่วประเทศ จังหวัด ชลบุรี จันทบุรี ระยอง ตราด มีผู้ป่วยมะเร็งสุดมากระดับต้นๆ ของประเทศเลยนะครับ

3. ความเครียด  ใครที่ระหว่างวันไม่เครียดบ้างครับ คุณอาจจะเครียดแบบไม่รู้ตัวก็ได้ครับ ถ้าห้ามเครียดคงไม่ได้ งั้นให้เครียดน้อยๆ แล้วเรามาหาวิธีสลายความเครียด (เช่นออกกำลังกาย หรือสวดมนต์ นั่งสมาธิ ดีมากเลยนะครับ) หรือเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระเยอะช่วยแทนครับ (พวกวิตามินต่างๆ โดยเฉพาะวิตามิน ซี) ดีที่สุด

4. การพักผ่อนใ้ห้เพียงพอ  ควรพักผ่อนอย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง

5. การขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายเป็นประจำ  การถ่ายทุกวัน (ปกติควรถ่ายทุกวัน อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง) ถ้าในผู้ป่วยมีการล้างพิษด้วยจะดีมาก เช่นการสวนกาแฟ หรือการรับประทานอาหารที่มีผลทางล้างพิษ (ติดไว้ทีหลังนะครับ) เป็นการช่วยขับสารพิษออกจากตับ เพราะบางครั้งตับขับออกไม่ทันจริงเกิดการสะสมในร่างกาย คนปกติก็ควรทำนะครับ

6. การมีระบบภูมิต้านทานของร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง  ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนั้น เราทำเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายทำงานได้อย่างสมบูรณ์เต็มประสิทธิภาพ เพราะร่างกายแข็งแรงปราศจากการเจ็บป่วยก็เกิดจากการทีมีระบบภูมิคุ้มกันที่ มีประสิทธิภาพนะครับ สังเกตได้จากว่าผู้ป่วยทุกรายมีปริมาณเม็ดเลือดขาวต่ำ หรือไม่ก็มีกิจกรรมน้อย อันเป็นสาเหตุหลักสำคัญในการทำให้เกิดโรคติดเชื้อ หรือการลุกลามของมะเร็งในที่สุด

               เมื่อเราทราบถึงสาเหตุของโรคมะเร็งแล้วนะ ครับ ผมจะให้หลักการง่ายๆในการดูแลและร่วมการรักษาของแพทย์นะครับ หลักการอันนั้นก็คือ "การป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งใหม่เกิดขึ้น และการทำลายให้เซลล์มะเร็งที่มีอยู่แล้วลดลงหรือหมดไป" เคยได้ยินมาก่อนไหมครับ อันนี้ผมคิดเองครับ เพราะด้วยเหตุและผลแล้ว หลักการก็มีอยู่แค่นี้เองครับ แต่การทำให้หลักการนี้สมบูรณ์นั้น ประกอบด้วยอะไรบ้าง เราก็ค่อยๆ ศึกษาและปฏิบัตินะครับ คือ

     1. ที่สำคัญคือ เข้ารับการตรวจรักษาตามที่แพทย์นัดครับ เพราะเราจะำได้ทราบถึงพัฒนาการของโรคและวางแผนการรักษาที่ถูกวิธีที่สุดได้ อย่างต่อเนื่อง รับการรักษาตามที่แพทย์แนะนำ ถึงแม้จะมีงานวิจัยบางอย่างพบว่า  การฉายรังสี และยาเคมีบำบัดส่งผลในการรักษาให้หายขาดได้น้อย แต่ก็เป็นการช่วยยับยั้งการแพร่กระจายของโรคได้เป็นอย่างดี ผมไม่เห็นด้วยที่จะทำการรักษาเพียงด้านเดียว เช่น โภชนาการบำบัด ชีวจิต การใช้สมุนไพร ซึ่งในความเห็นของผม เป็นเชิงป้องกันจะชัดเจนกว่าครับ แต่เราควรทำการดูแลแบบองค์รวม คือการป้องกันและทำลายครับ

     2. การได้รับอาหารครบทั้ง 5 หมู่ในปริมาณที่เพียงพอ เพราะว่าในผู้ป่วยโรคมะเร็ง จะมีอาการเบื่ออาหาร ยิ่งมะเร็งตับด้วยแล้ว เพราะตับโต ไปกดกระเพาะอาหารทำให้ทานอาหารอิ่มเร็ว ผมแนะนำให้ทานครั้งละน้อย แต่บ่อยครั้ง อาจแยกเป็น 6 มื้อ (เช้า สาย เที่ยง บ่าย เย็น ค่ำ) งดอาหารพวกของหวานหรือรสจัด หรืออาหารปรุงแต่ง ควรทำเองที่บ้านไม่ใช่ผงชูรส ดื่มน้ำผักและผลไม้คั่นสดแทนน้ำเปล่าได้ยิ่งดี เพื่อไม่ให้พื้นที่กระเพาะอาหารถูกใช้อย่างสิ้นเปลือง ผมไม่เห็นด้วยเรื่องการรับประทานชีวจิตในช่วยทำการรักษาใหม่ๆ เพราะขณะทำการรักษาร่างกายต้องการสารอาหารจำนวนมากในการฟื้นฟูและเพิ่มภูมิ ต้านทาน และเรามาจำกัดอาหารอีก ส่งผลให้ผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะขาดสารอาหารได้ ร่างกายจะยิ่งอ่อนแอลง และเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตอีกด้วย ฉะนั้นผู้ป่วยของผมจะแนะนำให้ทานทุกอย่างครับที่สะอาดและทำเองที่บ้าน ถ้าสามารถทำให้อ้วนหรือน้ำหนักขึ้นได้ยิ่งดีครับ ป้องกันน้ำหนักลดโดยการใช้ โอเมกา3 (Omaga3) ช่วยให้น้ำหนักลดช้า และเกิดการอยากอาหารร่วมด้วยจะดีมากยิ่งขึ้น (อ่านเพิ่มเติมจากนานาสาระเก็บมาเล่านะครับ)

     3. พยายามอยู่ในบริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์ ให้มากที่สุดครับ ถ้าจำกัดก็ใช้การสวนสาธารณะก็ได้ครับ ในช่วงเช้าและเย็น ให้ออกกำลังกายตามความสามารถของผู้ป่วยครับ เช่นเดิน หรือการแกว่งแขน ก็ได้

     4. ถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงความเครียดให้มากที่สุด หยุดทำงานได้ยิ่งดี แต่ถ้าหยุดไม่ได้ ก็รับผิดชอบให้น้อยลงครับ มีงานวิจัยพบว่า การทำสมาธิสามารถช่วยให้ร่างกายสร้างสารในการต่อต้านเซลล์มะเร็งได้ (อันนี้รวมถึง สวดมนต์ การดูหนังตลก การร้องและฟังเพลง) ขอแค่เป็นสมาธิเพียงเล็กน้อยก็ยังดี แต่ยิ่งมากยิ่งดีนะครับ เป็นการลดการเกิดเซลล์มะเร็งใหม่จากอนุมูลอิสระที่ร่างกายสร้างขึ้นครับ

     5. พักผ่อนให้มากๆ เพื่อให้ร่ายกายได้ฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว

     6. เป็นไปได้ควรทำการล้างสารพิษด้วยวิธีการต่างๆ เช่นการสวนกาแฟ หรือการทานผักผลไม้ ล้างพิษ

     7. ผู้ป่วยต้องการกำลังใจจากคนรอบข้างเป็นอย่างมาก ซึ่งสำคัญในการต่อสู้โรคอย่างยิ่ง

     8. การฟื้นฟูระบบภูมิต้านทานร่างกายให้กลับมาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยการปฏิบัติตามวิธีการข้างต้น และเสริมให้ยิ่งขึ้นด้วยผลิตภัณฑ์เสริมประสิทธิภาพภูมิคุ้มกัน ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ ซึ่งสามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แต่ทุกคนได้ 200-400% ภายใน 48 ชั่วโมง ตรงนี้มีงานวิจัยรับรองจากสถาบันวิจัยชั้นนำกว่า 54 ทั่วโลกครับ ลองศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดนะครับ เพราะมันค่อยข้างใหม่สำหรับเมืองไทย แต่มันเป็นการป้องกันและรักษาสุขภาพแนวใหม่ในส่วนของสาเหตุโรคอย่างแท้จริง ครับ

          ถ้ามีตรงไหนไม่กระจ่าง ถามเข้ามาอีกนะครับ ยินดีครับ ผมจะหาคำตอบมาตอบให้ในทุกคำถามครับ ถ้าไม่รู้จะถามพี่หมอ พี่เภสัช มาตอบให้นะครับ

 
1
1